ประวัติศาสตร์จีน-中国历史

ประวัติศาสตร์จีนยุคก้าวสู่จีนยุคใหม่-สงครามต่อต้านญี่ปุ่น (抗日战争)

 

 

 

 

ญี่ปุ่น ได้สร้างรอยแผลในใจของประชาชนจีนจำนวนมาก การหิวกระหายที่จะยึดเอาทรัพยากรและวัตถุดิบต่าง ๆ การเข้ายึดครองแมนจูเรียในเดือนกันยายน 1931 และแต่งตั้งอดีตจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง ผู่หยี 溥儀 ให้เป็นหัวหน้าของรัฐบาลหุ่นเชิดในหม่านโจวกั๊ว 满州国 ในปี 1932

 

หลัง สงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงแม้จะมีการก่อตั้งสันนิบาตชาติ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ญี่ปุ่นทำตามกติกาของสันนิบาตชาติได้ ญี่ปุ่นจึงรุกรานจีนตั้งแต่ทางตอนใต้ของแนวกำแพงเมืองจีนขึ้นไปทางเหนือและ ไปทางชายฝั่งทะเล ความโกรธแค้นของชาวจีนไม่เฉพาะนำไปสู่การต่อต้านญี่ปุ่น ประชาชนยังต่อต้านรัฐบาลของกั๊วหมิงต่างซึ่งขณะนั้นหันไปเข่นฆ่าคอมมิวนิสต์อย่างเอาเป็นเอาตายมากกว่าที่จะต่อต้านญี่ปุ่นผู้รุกราน ในปี 1936 เดือนธันวาคม กองทัพของเจี่ยงในซีอัน 西安 ซึ่งเคยถูกญี่ปุ่นตีพ่ายในแมนจูเรียปฏิเสธที่จะเชื่อฟังคำสั่งต่อไปด้วย เห็นความสำคัญที่ว่า“ความสามัคคีภายในมาก่อนภัยภายนอก” และได้กักตัวเจี่ยงเจ้สือไว้บีบบังคับให้เจี่ยงยอมตกลงหยุดเข่นฆ่าพวกคอมมิวนิสต์ในภาคตะวันตะ เฉียงเหนือ และให้มอบหมายภาระกิจการสู้รบแก่คอมมิวนิสต์เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นด้วย

 

เหมาเจ๋อตง

 

การ ต่อต้านญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากวันที่ 7 กรกฏาคม 1937 เมื่อการปะทะกันระหว่างกองทัพจีนกับญี่ปุ่นนอกเมืองกรุงเป่ยจิง(ขณะนั้น เปลี่ยนชื่อเป็นเป่ยผิง (北平) ใกล้กับสะพานมาร์โคโบโล เหตุปะทะนี้เป็นการประกาศ(ถึงจะไม่เป็นทางการ)สงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และเป็นการเร่งให้การประกาศรวมตัวครั้งที่สองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับกั๊ว หมิงต่างเพื่อร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น ความร่วมมือเกิดขึ้นพร้อมกับความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างสองพรรคและความร่วมมือได้แตกหักอีกครั้งหลังปลายปี 1938 ในขณะที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองดินแดนประเทศจีนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ภาคเหนือ ชายฝั่งทะเล และที่ลุ่มฉางเจียง 长江อันอุดมสมบูรณ์ ความขัดแย้งระหว่างกั๊วหมิงต่างกับคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นบ่อยครั้งนอกเขตครอบ ครองของญี่ปุ่น พรรคคอมมิวนิสต์ขยายอิทธิสู่มวลชนด้วยการปฏิรูปองค์กรการถือครองที่ดินและระบบภาษีซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของชนชั้นชาวนา ในขณะที่กั๊วหมิงต่างพยายามป้องกันการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ทุกวิถีทาง

 

ณ เหยียนอัน延安 และ“เขตปลดปล่อย”ที่อื่น ๆ เหมาสามารถนำเอาแนวคิดลัทธิมาร์กซ์เลนินมาประยุกต์ใช้ในเงื่อนไขของสังคมจีน เหมาได้สอนให้ผู้นำพรรคให้นำมวลชนโดยใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับพวกเขา ทานอาหารแบบที่พวกเขาทาน คิดในแนวความคิดของชาวบ้าน กองทัพแดงจึงมีภาพพจน์ในสายตาชาวบ้านว่าเป็นพวกผู้นำสงครามจรยุทธ์เพื่อปก ป้องชาวบ้าน กองทัพคอมมิวนิสต์ได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสงครามเป็นการต่อสู้ด้วยความชำนาญ เหมาได้เริ่มเตียมการสำหรับสร้างประเทศจีนใหม่ ปี 1940 เขาได้วางกรอบโครงการสำหรับการยึดอำนาจทั้งหมด คำสอนของเขาได้กลายเป็นทฤษฏีและความเชื่อที่เรียกว่า “แนวคิดเหมาเจ๋อตง” ด้วยความชำนาญในการจัดตั้งและงานมวลชน สมาชิกพรรคจึงเพิ่มขึ้นจาก 100,000 คนในปี 1937 เป็น 1.2 ล้านคนในปี 1945

 

กองทัพปลดแอกประชาชน

 

ปี 1945 ผลพวงจากสงคราม ทำให้เศรษฐกิจจีนอยู่ในสภาวะย่ำแย่ การขาดแคลนเงินคงคลังเนื่องจากนำไปใช้จ่ายในสงครามทั้งกับประเทศผู้รุกราน และความขัดแย้งภายใน เงินเฟ้อเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ความอดอยาก การไร้ที่อยู่อาศัย ภัยพิบัติต่าง ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ และที่ทำให้สถานการณ์ยุ่งยากมากขึ้นเมื่อประเทศพันธมิตรได้ทำข้อตกลงที่ประ ชุมยอนต้า (Yalta Conference) ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1945 ที่ให้โซเวียตนำกองทัพเข้าสู่แมนจูเรียเพื่อเร่งขจัดญี่ปุ่น ถึงแม้ประเทศจีนจะไม่ได้อยู่ในที่ประชุม แต่โซเวียตก็ได้ปรึกษาทางจีนและก็ได้รับความเห็นชอบ เมื่อขับไล่ญี่ปุ่นออกจากแมนจูเรียแล้ว กว่าครึ่งของเครื่องมืออุตสาหกรรมต่าง ๆ ถูกทิ้งไว้ โซเวียตจึงมอบดินแดงดังกล่าวให้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ทำให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้มแข็ง และมีทรัพยากรเพียงพอที่จะฟื้นฟูประเทศที่พินาศจากภัยสงคราม อย่างน้อยก็เริ่มต้นได้

 

กลับสู่สงครามกลางเมือง


ใน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้ามามีบทบาทต่อกิจการภายในของประเทศจีนอย่างมาก เป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินและการทหารแก่รัฐบาลชาตินิยม เดือนมกราคม 1943 สหรัฐและอังกฤษเป็นผู้ริเริ่มในการทบทวนสนธิสัญญาที่ไม่ยุติธรรมกับจีน เป็นอันสิ้นสุดข้อตกลงต่าง ๆ ที่จีนเสียเปรียบมานับร้อยปี หลังจากนั้นไม่กิ่งเดือน ข้อตกลงอีกหลายฉบับได้เซ็นกันระหว่างรัฐบาลจีนกับสหรัฐเพื่ออนุญาตให้สหรัฐ ตั้งฐานทัพในจีนด้วยข้ออ้างป้องกันการรุกรานจากญี่ปุ่น เดือนธันวาคม 1943 สหรัฐได้ยกเลิกกฏหมายที่ห้ามไม่ให้ชาวจีนอพยพที่ประกาศใช้ในปี 1880

 

ถึง แม้การสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับกั๊วหมิงต่างจะสามารถเจรจาสงบศึกด้วย ความช่วยเหลือของอเมริกา แต่อเมริกาไม่สามารถใช้กองกำลังขนาดใหญ่มาบีบให้ยุติการสู้รบได้ ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการรบพุ่งอีกครั้งหลังจากสงบศึกได้ไม่นาน อเมริกานำโดยจอมพลมาร์แชล (General George C. Marshall)ถอนออกจากประเทศจีนในต้นปี 1947 แต่อเมริการยังคงให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลแก่ฝ่ายชาตินิยม แต่งดเว้นความช่วยเหลือทางทหาร การรบพุ่งของสองฝ่ายไม่เฉพาะแต่ต้องการเข้ายึดครองพื้นที่เ่ท่านั้นยังหมาย ถึงถึงเขาประชาชนมาอยู่ฝ่ายตนด้วย

 

ทหารปลดแอกประชาชนจีน

 

รัฐบาล ชาตินิยมพยายามเรียกความนิยมจากประชาชนด้วยการปฏิรูปภายใน แต่ความพยายามก็ไม่เป็นผลเนื่องจากมีการฉ้อราษฏร์บังหลวงในรัฐบาลอย่างกว้าง ขวาง ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจและทางการเมือง ปลายปี 1948 รัฐบาลชาตินิยมถึงจุดตกต่ำขีดสุด กองทัพที่ไร้ระเบียบวินัยและไร้ศีลธรรมซึ่งเทียบกันไม่ได้กับกองทัพปลดแอดประชาชน 人民解放军 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ตั้งมั่นอยู่ทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงแม้ฝ่ายรัฐบาลชาตินิยมจะได้เปรียบในด้านกำลังผล อาวุธ พื้นที่ และจำนวนประชากรส่วนล้วนแต่มีมากกว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่เหนื่อยล้าจากสงครามกับญี่ปุ่นอันยาวนาน เดือนมกราคม ปี 1949 เป่ยผิง 北平 ถึงยึดโดยพรรคคอมมิวนิสต์โดยไม่มีการสู้รบ และเปลี่ยนชื่อกลับไปเป็นเป่ยจิง 北京 เหมือนเดิม ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 1949 เหมือนสำัคัญ ๆ หลายแห่งได้เปลี่ยนไปอยู่ในการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์โดยแทบจะไม่มีการต่อ ต้าน เจี่ยงเจ้สือจึงตัดสินใจนำพลพรรคเป็นแสนพร้อมกับทรัพย์สินในคลังของชาติทั้ง หมดหนีไปตั้งหลักที่เกาะไต้หวันในเดือนธันวาคม ประตั้งเมืองถายเป่ยหรือไทเป 台北 เป็นเมืองหลวงช่วงคราวของประเทศจีน

 

หน้าถัดไป ประเทศสาธารณะรัฐประชาชนจีน>>>